บทที่ 10 คนไร้หัวใจ - 5
“คุณแม่รีบกลับมานะคะน้องพาฝันคิดถึง”
แล้วเจ้าตัวเล็กก็โผเข้ากอดเอวมารดาเอาไว้แน่นอย่างไม่ต้องการห่าง
“ค่ะ คุณแม่จะรีบกลับหนูสองคนต้องไม่ดื้อกับน้าป่าน และคุณยายนวลนะคะ”
เธอกระชับวงแขนกับร่างเล็กของแฝดคนน้องไว้ ก่อนก้มลงหอมแก้มอย่างห่วงใยพลางปรายตามองหน้าน้องทอฝันที่นั่งอยู่กับปานชนก ซึ่งเวลานี้กำลังหัวเราะน้อยๆ ที่เห็นน้องสาวอ้อนแม่
ณรันดารู้ดีว่าแฝดคนเล็กค่อนข้างจะติดเธอมากกว่าแฝดคนโต และดูเหมือนว่าน้องทอฝันก็รับรู้เช่นนั้นเหมือนกัน ทำให้เด็กน้อยไม่รู้สึกอิจฉาหรือรู้สึกว่าคุณแม่ลำเอียงแต่อย่างใด
ณรันดานั่งคุยกับลูกสาวทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรถยุโรปสีดำสนิทก็มาจอดหน้าบ้าน เธอจึงแยกตัวออกจากลูกสาว โดยไม่ลืมที่จะหันไปย้ำไม่ให้ลูกสาวดื้อ และสัญญากับลูกสาวว่าจะรีบกลับมา
ปานชนกเดินออกมาส่งณรันดา พลางบอกให้เพื่อนรักไม่ต้องเป็นห่วงลูกสาวสองคน และอยู่ๆ หัวใจหญิงสาวก็เต้นรัวเร็วจนจับจังหวะไม่ได้ เมื่อร่างสูงใหญ่เจ้าของรถยุโรปคันหรูก้าวลงมาจากรถ เพื่อมาเปิดประตูรถอีกฝั่งให้ณรันดา และที่หนักหนาไปกว่านั้นคือขาแข้งเริ่มสั่นเธอแทบจะล้มทั้งยืน เมื่อชายหนุ่มค้อมศีรษะให้เพื่อเป็นการทักทายอย่างสุภาพ
ณรันดาสัมผัสได้ถึงท่าทางของเพื่อนรักที่เปลี่ยนไป เธอยิ้มน้อยๆ ให้กับปานชนกก่อนแตะมือเบาๆ เข้าที่ฝ่ามือของเพื่อนรักเพื่อเป็นการลา หรืออีกนัยก็เพื่อเรียกสติอีกฝ่ายให้กลับมา
งานที่มาร์คชวนมานั้นเป็นงานแฟชั่นการกุศล โดยมีคุณหญิงกาญจนา มารดาเขาเป็นประธานในการจัดงาน บรรยากาศภายในงานนั้นมีแต่คุณหญิงคุณนายและบรรดาลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชายที่ต่างพามาร่วมงาน เพื่อหวังจะให้เด็กๆ ได้รู้จักมักจี่กัน หรืออีกนัยก็เหมือนพากันมาดูตัวกันนั่นแหละ
มาร์คเดินควงคู่ณรันดาเข้ามาในงาน สร้างความแปลกใจให้แก่บรรดาคุณหญิงคุณนายที่มาร่วมงาน และเป็นจุดสนใจต่อสื่อมวลชนอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยควงสาวคนไหนออกงานแม้แต่ครั้งเดียว จะว่าไปแล้วก็เพิ่งมีงานนี้งานแรก แถมหญิงสาวที่เขาควงคู่ออกงานด้วยวันนี้ยังเป็นผู้หญิงที่สวยหมดจดเลยทีเดียว และที่สำคัญรูปร่างภายใต้ชุดราตรีนั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเคยมีลูกมาก่อน
“คิดว่าจะไม่มาซะอีกนะจ๊ะหนูปลาย”
คุณหญิงกาญจนาเอ่ยขึ้น พร้อมรับไหว้หญิงสาวตรงหน้า
“ผมบอกคุณแม่แล้วไงครับว่าผมจะพาคุณปลายมาด้วย ก็ต้องมาสิครับ”
“เอ้าๆ อย่ามัวแต่พูดอยู่ พาหนูปลายไปหาอะไรทานก่อน ใกล้เวลาเปิดงานแล้ว”
คุณหญิงกาญจนาพูดพลางรุนหลังให้ลูกชายเดินนำหน้าณรันดาไป
“แฟนตามาร์คหรือคะคุณพี่ หน้าตาสะสวย กิริยามารยาทก็ดีนะคะ”
คุณหญิงอรพินทักขึ้นทันทีที่สองร่างก้าวพ้นจากกลุ่มไป
“พี่ก็ไม่รู้เขาสองคนเหมือนกันนะ แต่เห็นตามาร์คเทียวไล้เทียวขื่ออยู่นานแล้ว”
คุณหญิงกาญจนาหันมาตอบ ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างเห็นได้ชัด
“ดูเหมือนคุณพี่จะพอใจเด็กคนนี้อยู่ไม่น้อยนะคะ”
“ถ้าลูกพี่รัก พี่ก็ต้องรักด้วยนั่นแหละค่ะ... เพราะถ้าลูกพี่มีความสุข พี่ก็พลอยมีความสุขไปด้วย”
คำตอบนั้นออกมาจากใจของคุณหญิงกาญจนาจริงๆ
“ใช่ค่ะ น้องก็เหมือนกันค่ะ ลูกรักใคร น้องก็ต้องรักด้วยเหมือนกัน หัวอกคนเป็นแม่นี่คะ” พูดจบทั้งคู่ก็พากันหัวเราะน้อยๆ
“เอ...ว่าแต่วันนี้ลูกชายน้องอรไม่มาด้วยหรือคะ”
คุณหญิงกาญจนาเอ่ยถามถึงบุตรชายคู่สนทนาขึ้นบ้าง
“มาสิคะ... เดี๋ยวคงมาค่ะ”
คุณหญิงอรพินตอบ สายตาพยายามมองหาลูกชาย เผื่อว่าคนที่กำลังพูดถึงจะมาถึงงานแล้ว
เมื่อใกล้เวลาที่กำหนด พิธีกรบนเวทีก็เริ่มทำหน้าที่ดำเนินรายการ ทั้งคุณหญิงกาญจนาและคุณหญิงอรพินจึงพากันเดินไปนั่งที่โต๊ะวีไอพี โดยมีมาร์คกับณรันดาเดินตามไปสมทบที่โต๊ะทีหลัง พร้อมด้วยร่างเล็ก ที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่เมื่อครู่
“มาแล้วเหรอยายโรส แล้วพี่ชายเราล่ะ”
คุณหญิงอรพินทักลูกสาวก่อนถามถึงลูกชายอีกคน
“มาพร้อมกันค่ะ แต่เห็นบอกว่าเจอเพื่อน เดี๋ยวตามมาค่ะ”
“คุณพี่คะนี่ยายโรส ลูกคนเล็กค่ะ... ไม่รู้ว่าคุณพี่จะจำได้หรือเปล่า”
คุณหญิงอรพินแนะนำลูกสาวให้คุณหญิงกาญจนารู้จัก ถึงแม้ว่าสองสาวต่างวัยนี้จะเคยเจอกันมาก่อน แต่นั่นมันก็นานเป็นสิบปีแล้ว
รสรินทร์ยกมือไหว้ทำความเคารพด้วยท่าทางอ่อนน้อมอย่างจริงใจ ไม่ได้แสแสร้งเหมือนกับบุตรสาวคุณหญิงคุณนายคนอื่นๆ ที่พามาแนะนำให้คุณหญิงกาญจนารู้จัก
